1.
ลักษณะและลีลาของเพลงสากลเป็นอย่างไร
2.
ลักษณะและลีลาของเพลงไทยเป็นอย่างไร |
ตอบ
เสียงเพลงเป็นศิลปศาสตร์ที่กำหนดให้หูของคนเรา
เป็นเครื่องกำหนด
เป็นการเริ่มต้นของเสียงดนตรีที่ให้เสียงทั้งหลายที่เข้ามากระทบนั้น
ประสานและเปรียบเทียบความแตกต่างของความถี่ห่างของเสียง
ทำให้หูของคนเราสามารถฟังเสียงต่างๆเป็นทำนอง
(Melody) และลีลา (Movement)
ได้
ลักษณะและลีลาของเพลงสากลและเพลงไทยนั้น
ต้องพิจารณาจากปัจจัยสำคัญคือ
ระบบเสียง
เนื่องจากระบบเสียงของดนตรีสากล
และ ดนตรีไทย กำหนดให้มี 7
เสียงเท่ากัน
แต่ระดับการวางเสียงผิดกัน
คือ
เสียงของดนตรีไทย
เราวางเสียงไว้ 7
เสียงเท่ากันหมด
ไม่มีครึ่งเสียง
ส่วนของดนตรีสากล ใน 7
เสียง มีเสียงเต็มอยู่ 5
เสียง และเสียงครึ่งอยู่
2 เสียง คือ ระหว่างเสียง มี
กับเสียงฟา
และระหว่างเสียง ที กับ เสียง โด
อีกประการหนึ่ง
เพลงสากลจะเน้นที่การประสานเสียง
แปลเสียงจากคอร์ด
ส่วนของเพลงไทยนั้น
เราเน้นประสานทำนอง
โดยทุกเพลงวสามารถแปลเสียงออกมาจากลูกฆ้อง
ที่ถือว่าเป็นทำนอง (Melody)
ของเพลงนั้นๆ
| อยากทราบว่าเพลงถอนสมอ
เถา เป็นอย่างไร และ
การฝึกฝนการร้องเพลงไทยเดิมนั้น
ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง |
เพลงถอนสมอ เถา
ทำนองสองชั้น บางครั้งเรียกว่า
เพลงฝรั่งถอนสมอ โบราณาจารย์นิยมร้อยกรองไว้ในเพลงมโหรีเรื่อง
บังใบ ดังปรากฎในเพลงยาวตำรามโหรีซึ่ง
เจ้าพระยาพระคลัง(หน)
รวบรวมไว้ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่
1 ดังนี้ บังใบแฝงใบโอดอ้อน
ฝรั่งร่ายร้องถอนสมอ
คู่ฝรั่งบ้าบ่นบทซอ
คู่บ้าบ่นต่อลำดับไป
แขกสวดแล้วแขกกินเหล้า
อีกยาเมาเลสังข์ใหญ่
สังข์น้อยร้อยเรียบระเบียบใน
สิบเอ็ดบทบอกไว้ให้เจนจำ
บางตำราท่านก็จัดรวมไว้ใน
เพลงเรื่องถอนสมอ
โดยเรียงลำดับเพลงไว้ดังนี้
ถอนสมอ คู่ถอนสมอ บ้าบ่น
คู่บ้าบ่น แขกสวด แขกกินเหล้า
ยาเมาเล สังข์น้อย สังข์ใหญ่
ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5
พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก
ประสานศัพท์)
ได้นำทำนองสองชั้นของเดิมมาขยายขึ้นเป็นทำนองสามชั้น
สำหรับบรรเลงในวงเครื่องสาย
ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
สยามมกุฎราชกุมาร จนกระทั่งถึง
พศ.2467 ท่านครู่หลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)
ได้ปรุงแต่งทำนองสามชั้นและทำนองสองชั้น
และตัดลงเป็นชั้นเดียว
ให้แปลกไปจากทำนองเดิมที่บรรเลงอยู่ทั่วไป
ส่วนบทร้องนั้น
ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง
อิเหนาในรัชกาลที่ 2 ดังนี้
ลมดีพระก็ใช้ใบไป
ภูวนัยอุ้มองค์ขนิษฐา
ขึ้นนั่งยังท้ายเภตรา
ชมหมู่มัจฉาในสาชล
พิมทองล่องลอยแลคล่ำ
วาฬผุดพ่นน้ำดังฝอยฝน
ฉนากฉลามว่ายตามวน
โลมาหน้าคนนนทรี
ชี้ชมศิลาปะการัง
เขียวดังมรกตสดสี
ที่ลายก็คล้ายราชาวดี
แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา
ส่วนคำถามที่ว่า
การฝึกฝนการร้องเพลงไทยเดิม
ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างนั้น
ครูประเวช กุมุท ได้กล่าวไว้ว่า
ลักษณะของผู้ขับร้องเพลงไทยเดิมนั้น
จำแนกออกเป็นหลักย่อๆคือ
(1) ธรรมชาติของผู้จะฝึกขับร้อง
จะต้องมีทุนเสียงที่แจ่มใส
มีคลองเสียงต่ำถึงสูงตามธรรมชาติของชายหรือหญิง
มีจังหวะดีโดยธรรมชาติ
(2) วิธีการเบื้องต้นในการฝึก
จะต้องฝึกจากเพลงง่ายๆ
ศึกษาถึงวิธีการเอื้อน
ซึ่งมีทั้งการหุบปากให้เสียงผ่านทางจมูก
หรือเปิดปากให้เสียงออกมาจากลำคอโดยตรง
มีกระแสเสียงที่ชัดเจนไม่อู้อี้
อุบอิบ
(3) ศึกษาวิธีการหายใจว่า
ควรจะหาช่องหายใจตรงใหน
เพราะเพลงไทยเต็มไปด้วยการเอื้อนเสียงที่มีจังหวะยาว
จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการหายใจให้ถูก
(4) ใช้อักขรวิธีให้ถูกต้อง
อัขรวิบัติที่มีอยู่ในตัวผู้ขับร้อง
ย่อมแสดงถึงความมักง่ายขาดความประณีตบรรจง
และแสดงถึงภูมิการศึกษาของผู้ขับร้องเอง
(5) ความขยันหมั่นเพียร
หมั่นฝึกปรือ
ก็จะเกิดความกล่องตัวขึ้น
และทำให้เกิดความแม่นยำ
(6)
ศึกษาบทร้อยกรองที่จะร้องว่าเป็นอย่างไร
เช่น เป็นกลอน โคลง กาพย์
แต่ละบทจะมีความสละสลวยเพราะพริ้งในตัวของมันเอง
ให้ความสนใจกับความหมายของถ้อยคำในบทร้อยกรองนั้นๆโดยละเอียด
และจัดแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง
(7) ใส่อารมณืให้เข้ากับบทขับร้องนั้นๆ
การใส่อารมณ์ตามบทร้อง
ใช้เพียงเสียงที่ออกมา
ให้เข้ากับบทร้องนั้นๆ
ไม่ใช้กิริยาท่าทาง
(8)
ทำความเข้าใจกับเครื่องประกอบจังหวะหน้าทับของเพลงต่างๆ
(9)
มีมารยาทและมีสมาธิในขณะปฎิบัติการขับร้อง
บัญญัติ 9
ประการในการเป็นนักร้องเพลงไทยที่ดีของคุณครูประเวช
กุมุท นี้ ถ้าหากปฎิบัติได้ตามนี้โดยเคร่งครัด
รับรองว่าท่านจะเป็นนักร้องที่ดีได้ครับ
โชคดี และขอเป็นกำลังใจให้ครับ
| อยากทราบประวัติของวงฟองน้ำ |
วงฟองน้ำก่อตั้งขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2522 โดยได้แนวคิดมาจาก
ครูบุญยงค์ เกตุคง และะ บรูช
แกสตัน ได้ปรารภกันขึ้นว่า
สังคมไทยมีช่องว่างในสังคมระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่
เช่นในด้านการพูดจาา การแต่งกาย
และ ทัศนคติ ซึ่งบางพวกกึดติดกับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา
บางพวกก็ไม่รับของเก่า
รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆจากตวันตก
วงฟองน้ำจึงได้ก่อตั้งขึ้น
โดยยึดเอวแนวทางสายกลาง
เพื่อแสวงหาจุดต่อเนื่อง
ระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ที่เหมาะสม ชื่อของวงฟองน้ำ
มาจากชื่อของเพลงไทโบราณเพลงหนึ่ง
ชื่อว่าเพลง
ฟองน้ำ
อยู่ในเพลงเรื่องที่ชื่อว่า
จิ้งจกทอง
ซึ่งใช้ประกอบพิธีทางศาสนาขณะะพระฉันเพล
เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะ
มีความหมายยในทางพุทธปรัญญาว่า
สรรพสิ่งทั้งหลายนั้น
อยู่ในสภาพที่เป็นอนิจจัง
มีการคงอยู่เพียงชั่วคราว
และมีการแปรเปลี่ยนไปไม่รู้จักจบสิ้น
เปรียบเสมือนฟองน้ำ หรือ พรายน้ำ
ซึ่งมีความสวยงาม
แต่ไม่คงทนถาวร ดังนั้น
การผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่
จึงเป็นการแสวงหาจุดต่อเนื่องระหว่างออดีต
และปัจจุบันที่เหมาะสม นั่นเอง
เรียบเรียงจากสูสจิบัตร
คอนเสริต์ ฟองน้ำ 10 ปี ( 2-3 กันยาน 2535)
| อยากทราบถึงประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม
อย่างละเอียด |
ประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม
แบ่งได้ 4 วิธี
(1) การร้องลำลอง หมายความถึงว่า
คนร้องร้องไปตามทำนองของตน
และดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตนต่างหาก
แต่ทั้งคนร้องและคนบรรเลง
จะต้องใช้ลูกฆ้องหรือเนื้อเพลงแท้ๆอย่างเดียวกัน
เพียงแต่คนร้องบรรจุคำร้องลงไปตามลูกฆ้อง
ส่วนนักดนตรีแปรลูกฆ้องเป็นทำนองเต็ม
(Full Melody)
ให้เข้ากับเครื่องดนตรีที่บรรเลง
เพลงที่ใช้ร้องลำลอง
มักจะเป็นเพลงที่ฟังได้ไพเราะ
เช่น เพลงเต่าเห่ เพลงช้าสร้อยสน
เพลงตุ้งติ้ง เพลงกลองโยน
เป็นต้น
(2) การร้องคลอ หมายความถึง
คนร้องร้องพร้อมไปกับดนตรี
โดยผู้บรรเลงจะต้องบรรเลงดนตรีให้เข้ากับทางร้อง
เพื่อฟังได้กลมกลืน
เพลงที่จะะร้องคลอได้ไพเราะ
าจะเป็นเพลงจำพวกเพลงสองชั้นธรรมดาทั่วไป
(3) การร้องส่ง หรือการร้องรับ
หมายความถึงว่า
คนร้องร้องขึ้นก่อน
เมื่ออจบแล้ว
ดนตรีจึงรับด้วยลูกฆ้องเดียวกัน
เพียงแต่ว่าการร้องนั้น
ผู้ร้องถอดลูกฆ้องออกมาเป็นเอื้อน
แต่ดนตรีถอดลูกฆ้องอออกมาเป็นทำนองเต็ม
(Full Melody)
การร้องส่งหรือการร้องรับนี้
ดนตรีจะต้องมีการสวมร้องด้วย
เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการร้องที่ช้า
และการบรรเลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว
และเพื่อความกลมกลืนในการบรรเลงด้วย
(4) การร้องเคล้า หมายความถึงว่า
คนร้องร้องไปตามทำนองเพลงของตน
ส่วนดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตน
คล้ายๆกับการร้องลำลอง
แต่การร้องเคล้านี้
ดนตรีกับร้องเป็นคนละอย่างกัน
แต่เมื่อร้องกับดนตรีเคล้าประสานกันแล้ว
ทำให้มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง |