มโหรี

ในสมัยปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีความนิยมเล่นมโหรีเครื่อง 6 ทั้งชายและหญิง ซึ่งพัฒนามาจากมโหรีเครื่อง 4 ที่ประกอบด้วย คนสีซอสามสาย 1 คน คนตีทับ 1 คน คนดีดพิณ (กระจับปี่) 1 คน และคนร้องที่ต้องตีกรับพวงด้วย รวมเป็น 4 คน นับเป็นวงมโหรีขนาดเล็ก และเก่าแก่ที่สุด ซึ่งปรากฎภาพอยู่ที่ฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ นั่นเอง มโหรีเครื่อง 6 ได้พัฒนาขึ้นโดยเพิ่มขลุ่ย
และรำมะนา ทำให้เกิดมีการประสานเสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้น เพราะจะประกอบด้วยเครื่องดนตรีครบ 4 ชนิด คือ เครื่องดีดคือกระจับปี่ เครื่องสี คือซอสามสาย เครื่องตี คือโทนรำมะนา และกรับพวง และเครื่องเป่า คือขลุ่ย พอถึงต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีการพัฒนาการผสมวงมโหรีขึ้น จากมโหรีเครื่อง 6 เป็นมโหรีเครื่อง 8 โดยเพิ่มระนาดไม้กับระนาดแก้วเข้าไป ทำให้เกิดความไพเราะของระบบเสียงที่ออกมา เพราะระนาดไม้ จะช่วยอุ้มเสียงได้น่าฟังยิ่งขึ้น จนถึงในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้นำเอาฆ้องวงขนาดกลางเข้ามาแทนระนาดแก้ว และนำเอาจะเข้เข้ามาแทนกระจับปี่ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้พัฒนาเป็นมโหรีเครื่องคู่ โดยเพิ่มระนาดทุ้ม
กับฆ้องเล็กเข้าไป ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพิ่มระนาดเหล็ก และในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เพิ่มซอด้วง และซออู้ เข้าไปจนครบสมบูรณ์ เป็นวงมโหรีเครื่องสายมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เพลงยาวไหว้ครูมโหรี

        

      ยอกรกึ่งเกล้าบงกชเกศ ไหว้ไทเทเวศร์เป็นใหญ่
อันเรืองรู้ครูครอบพิณไชย สถิตในช่อชั้นกามา
ทรงนามชื่อปัญจศีขร ได้สั่งสอนสานุศิษย์ในแหล่งหล้า
เป็นตำหรับรับร้องสืบมา ปรากฎเกียรติในแผ่นดินดอน
ข้าขอชุลีกรรมคำนับ พระคนธรรพด้วยใจสโมสร
จะดีดสีขับร้องทำนองกลอน จงศรีสถาพรทุกประการ ฯ

 

       อนึ่งข้าขอประณตบทรัช พระจุลจอมจักรพรรดิ์มหาศาล
คือองค์พระทรงครุฑไชยชาญ อวตารจากเกษียรสมุทมา
หวังจะทรงดับเข็ญให้เย็นยุค ทำนุกพระพุทธศาสนา
จะบำรุงผดุงแหล่งโลกา ให้โอฬาร์ล้ำชั้นดุษฎี
สารพัดไพบูลย์พูนภพ เลิศลบกษัตริย์ทุกกรุงศรี
มีทั้งพระเศวตกิรินี ศรีศุภลักษณ์เลิศอำนวยพงศ์
ย่อมลือฤทธิ์กฤษฎาไปทุกทิศ พระทรงอิศรภาพสูงส่ง
สิทธิ์ศักดิ์ดังพระจักรวงศ์ ์ดำรงทวาราราชธานี
ขอพระเดชเดชาภูวนาถ พระบาทปกเกล้าเกศี
ข้าผู้จำเรียงเรื่องมโหรี ซอกรับกระจับปี่รำมะนา
โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า
ขอเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา ให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณ ฯ 18 คำ

        "เพลงยาวไหว้ครูบทนี้ มีเค้าเงื่อนว่าแต่งครั้งกรุงเก่า ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ หรือมิฉะนั้นก็เห็นจะเป็นขง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์"

 

เพลงยาวตำรามโหรี

        ข้าไหว้ครูซอขอคำนับ ขับบรรสานสุหร่ายเรื่อง
มโหรีแรกเริ่มเฉลิมเมือง บอกเบื้องฉบับบุราณนาน
อักษรโฉลกบรรเลงลาน วิศาลโฉลกนั้นเป็นหลั่นลด
มหาโฉลก, ลอยชายเข้าวัง พราหมณ์เดินเข้ายังอุโบสถ
โยคีโยนมณีโชติชด เจ็ดบทบอกต้นดนตรี ฯ
        เพลงซอที่สองรองรับ นับอีกเจ็ดบทกำหนดสี่
มีนามว่าเนรปาตี กับศรีสุวรรณ ชมพูนุท
ทองเก้าน้ำนอง ทองย้อย ทองพรายแพร้วพร้อยแสงสุด
ทองสระ,ทองสรมสมมุติ กุลบุตรจงจำลำนำนาน ฯ
        นางกรายแล้วย้าย,นางเยื้อง เรียงเรื่องเรียมร้อยสร้อยต่าน
นาคเกี่ยวพระสุเมรุพาดพาน พระอวตารติดตามกวางทอง
ราเมศออกเดินดงดอน พระรามคืนนครควรสนอง
เจ็ดเพลงบรรเลงล้ำทำนอง ที่สามต่อสองประสานกัน ฯ
        ขึ้นมอญแปลงใหญ่ในบทสี่ สีเสริญจันทรีสรวงสวรรค์
มหาไชยในเรื่องรำพรรณ มโนห์ราโอดอั้นครั่นครวญ
ราโคเคียงเรียง,เหรา หงส์ไซ้ปทุมา,สร้อยสงวน
ยิ่งฟังยิ่งเพราะเสนาะนวล ในขบวนบรรเลงเพลงพอ ฯ
        บังใบ,แฝงใบโอดอ้อน ฝรั่งร่ายร้องถอนสายสมอ
คู่ฝรั่ง,บ้าบ่นบทซอ คู่บ้าบ่นต่อลำดับไป
แขกสวด,แล้วแขกกินเหล้า อีกยาเมาเลสังข์ใหญ่
สังข์น้อยร้อยเรียบระเบียบใน สิบเอ็ดบทบอกไว้ให้เจนจำ ฯ
        สระบุหร่งรับขับอ้าง กะระนะ,นางบุหร่งเรื่อยร่ำ
มลากาเสียเมืองลำนำ มลายูหวลซ้ำสืบไป
แล้วคู่มลายูหวน เสนาะนวลเพลงเพื่อนนอนใหญ่
เพื่อนนอนน้อย,ดอกไม้ไทร เป็นลำดับดอกไม้ตานี
แสนพิลาปใหญ่,พิลาปน้อย น้ำค้างย้อยตะวันตกเรื่อยรี่
น้ำค้างตะวันออกโดยมี นกกระจอกต้องที่กระเบื้องร้อน
สมิงทองไทย,รามัญ แขก   สิบแปดเพลงแจกแจงคำสอน
ประสานเสียงเพียงซอสวรรค์วอน   ที่หกจบกลอนไม่ปิดบังฯ
        เพลงเจ็ดนั้นต้องอรชร   สายสมร,ประโตงโอดโดยหวัง
ประโตงหวน,ประโตงพันพึงฟัง   เป็นห้าเพลงไม่พลั้งเพลินชมฯ
        เพลงแปดนั้นสวรรณมาลา   มาก้านต่อดอก,สระสรม
ทั้งนางนาคใหญ่ชื่นชม   บรรสมเป็นเพลงแปดปองฯ
        พระทองคู่พระทอง ตุ๊ดตู่   คู่ตุ๊ดตู่จงรู้เรื่องสนอง
สี่บทเพราะล่ำท่ำนอง   เรียกร้องเพลงเก้ากล่าวกลอนฯ
        เพลงสิบนั้นเรียกดอกไม้ ดอกไม้พันประไพเกสร
อีกดอกไม้โอดเอื้อนชอ้อน สุวรรณหงส์ร่ออนคัคณานต์ ฯ
        นางไห้,ลมพัดชายเขา เบ้าหลุด,ชมทะเล คำหวาน
ห้าบทกำหนดในการ ประมาณที่สิบเอ็ดเพลงมี ฯ
        หรุ่ม,สร้อยสนระคนกัน อาถัน,ตลุ่มโปง,อาถันสี่
อาถันแปด,เล่าซอต่อคดี เพลงที่สิบสองมีเจ็ดครบ ฯ
        ยิกินใหญ่,ล่องเรือนคร แซกซ้อนยิกินหน้าศพ
ยิกินยากซ้ำคำรบ เพราะสิบสามจบเจนใจ ฯ
        สิบสี่นั้นคือพระนคร เรื่อยร่อนสำเนียงเสียงใส
อีกทั้งลำนำลำไป ถอยหลังเข้าในคลองจร ฯ
        เพลงสิบห้านั้นมานางนาคน้อย คู่นางนาคพลอย,นกร่อน
ม้าย่อง,ม้ารำ,อรชร สีสอนตามเรื่องเนื่องกัน
เขนง,กะทงเขียวแลง ขอมแปลง,มอญเล็กสลับคั่น
แยกออกเพลงละเจ็ดจงสำคัญ เพลงสิบห้ารำพรรณจบลง
        สิบหกยกบทกำหนดชื่อ คือว่าจันดินอย่าลืมหลง
อีกคู่จันดินโดยจง บทบ้าระบุ่นคงครบกระบวน
จบเพลงเรื่องใหญ่แม้นใครเรียน อุตส่าห์เพียรให้ดีถี่ถ้วน
เพลงพลัดท่านจัดไว้ตามควร สืบสวนโดยระเบียบเรียบร้อย
        ศรีประเสริฐระส่ำระสาย เรียงรายวงแหวนรอบก้อย
อังคาร,เนระคันโยก, โยคีมดน้อย นางตานีให้ละห้อยโศกา
พระนครเขินขับบรรเลง ร้อยสามสิบเจ็ดเพลงพึงศึกษา
มโหรีมีเรื่องบุราณมา แต่กรุงศรีอยุธยาใหญ่ เอย

กลับไปหน้าแรก