|
คำแนะนำของครูเทียบ
คงลายทอง
เรื่อง “ขลุ่ย”
ขลุ่ย
นับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ใกล้ชิดกับคนไทยมากที่สุดชนิดหนึ่ง
คนทั่ว ๆ
ไปนิยมเป่าขลุ่ยมากกว่าเล่นดนตรีชนิดอื่น
หรือแม้แต่คนในวงการ ดนตรีไทย
ที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่นก็มักเป่าขลุ่ยด้วย
เนื่องจากขลุ่ย
เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถนำติดตัวได้สะดวกเสียงไพเราะการหัดในเบื้องต้น
ไม่สู้ยากนัก
โดยทั่วไปคนมักเข้าใจว่าขลุ่ยนั้นเล่นง่าย
แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เราเห็นว่าง่ายที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เล่นยากที่สุด
คนที่เป่าขลุ่ยได้ดีในปัจจุบันจึงหาได้ยากนักดนตรีจึงขาดครูผู้แนะนำไปด้วย |
 |
บทความนี้จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นเครื่องชี้แนะต่อผู้ที่สนใจในเรื่องขลุ่ย
โดยรวบรวมจากการสัมภาษณ์ คุณครูเทียบ คงลายทอง
ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญการในเรื่องเครื่องเป่าโดยเฉพาะ
แต่ในรายละเอียดบางหัวข้อ เช่น
เรื่องของขลุ่ยเป็นเรื่องที่อธิบายด้วยภาษาพูดหรือ
ภาษาเขียนได้ยาก
นอกจากจะต้องฝึกหัดด้วยตนเองจึงจะรู้
ในที่นี้จึงต้องกล่าวแต่พอสังเขปเท่านั้น
ลักษณะขลุ่ยโดยทั่วไป
ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้เป่าให้เกิดเสียง
จะเป็นเครื่องดนตรีที่คนไทยคิดทำขึ้นเองหรือได้รับอิทธิพลจากชาติอื่น
ไม่มีหลักฐาน
ปรากฎแน่ชัด ชาติอื่น ๆ
ก็มีเครื่องลักษณะเหมือนขลุ่ยของไทยเหมือนกัน
เช่นของอินเดีย มุราลี ใช้เป่าด้านข้าง
ของญี่ปุ่น ซากุฮาชิ ซึ่งเป่า
ตรงเหมือนเป่าขลุ่ย นอกจากนี้
จีนก็มีขลุ่ยเช่นเดียวกัน คือ
ฮวยเต็ก ซึ่งเป่าด้านข้างและ
โถ่งเซียว
ซึ่งเป่าตรงเหมือนขลุ่ยไทย
มีรูนิ้วค้ำและสามารถทำได้เจ็ดเสียงเหมือนกัน
โถ่งเซียวมีลักษณะ
เรียบง่ายกว่าขลุ่ยไทย
คือไม่มีดากการเป่าจะต้องผิวจึงจะเกิดเสียงดัง
ระยะห่างของแต่ละเสียงก็เท่ากับขลุ่ยไทย
เสียงของขลุ่ยเกิดจากลมที่เป่าผ่านดากและปากนกแก้ว
ไม่ใช้ผิดเหมือนขลุ่ยของชาติอื่น
การทำให้เสียงเปลี่ยนทำโดย
ปิด-เปิด รูต่าง ๆ
ที่อยู่บนเลาขลุ่ย
และใช้ลมบังคับประกอบกันไป

ขลุ่ยโดยทั่วไป
ทำจากไม้ไผ่
ซึ่งเป็นไม้ไผ่เฉพาะพันธุ์เท่านั้น
ปัจจุบันนี้ไม้ไผ่ที่ทำขลุ่ยส่วนใหญ่มาจากสระบุรี
และนครราชสีมา
นอกจากไม้ไผ่แล้วขลุ่ยอาจทำจากงาช้าง
ไม้ชิงชัน หรือไม้เนื้อแข็งอื่น
ๆ และปัจจุบันมีผู้นำพลาสติก
มาทำขลุ่ยกันบ้างเหมือนกัน
ในเรื่องคุณภาพนั้น
ขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผ่จะดีกว่าขลุ่ยที่ทำจากวัตถุอื่นเนื่องจากไม้ไผ่เป็นรูกระบอกโดยธรรมชาติมีผิวทั้งด้านนอก
ด้านในทำให้ลมเดินสะดวก
เมื่อถูกน้ำสามารถขยายตัวได้
สัมพันธ์กับดากทำให้ไม่แตกง่าย
นอกจากนี้ผิวนอกของไม้ไผ่สามารถตกแต่งลาย
ให้สวยงามได้ เช่น
ทำเป็นลายผ้าปูม
(ครูเทียบมีตัวอย่างให้ดู) ลายดอก
ลายหิน ลายเกร็ดเต่า เป็นต้น
อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ
ไม้ไผ่มีข้อ
โดยธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไป
จะเห็นว่าส่วนปลายของขลุ่ยด้านที่ไม่ใช้เป่านั้นมีข้อติดอยู่ด้วยแต่เจาะเป็นรูสำหรับปรับเสียงของนิ้วสุดท้ายให้
ได้ระดับ
ส่วนของข้อที่เหลือจะทำหน้าที่อุ้มลมและเสียง
ให้เสียงขลุ่ยมีความกังวานไพเราะมากขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นขลุ่ยที่ทำจากวัสดุอื่นโดยการกลึง
ผู้ทำอาจไม่คำนึงถึงข้อนี้อาจทำให้ขลุ่ยด้อยคุณภาพไปได้
อีกประการหนึ่งส่วนของข้อนี้จะช่วยป้องกันมิให้ขลุ่ยแตกเมื่อสภาพของไม้หรือ
อากาศมีการเปลี่ยนแปลง
ลักษณะของขลุ่ยที่ดี
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าขลุ่ยที่ดี
ควรทำมาจากไม้ไผ่
นอกจากนี้ควรพิจารณาสิ่งอื่น ๆ
ประกอบกันด้วย
เสียง
ขลุ่ยที่จะใช้ได้ต้องเสียงไม่เพี้ยนตั้งแต่เสียงต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด
คือทุกเสียงจะต้องห่างกัน 1 เสียง
ตามระบบเสียงของไทยเสียงคู่แปดจะต้องเท่ากัน
เสียงเลียนหรือนิ้วควงจะต้องตรงกัน
เสียงแท้ เสียงต้องโปร่งใส
มีแก้วเสียง
ไม่แหบพร่าหรือแตก
ถ้าเล่นในวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีที่เสียงตายตัว
เช่น
ระนาดหรือฆ้องจะต้องเลือกขลุ่ยที่มีระดับเสียงเข้ากับ
เครื่องดนตรีเหล่านั้น
ลม ขลุ่ยที่ดีจะต้องกินลมน้อย
ไม่หนักแรงเวลาเป่า
ซึ่งจะทำให้สามารถระบายลมได้ง่าย
ลักษณะของไม้ที่นำมาทำ จะต้องเป็นไม้ที่แก่จัดหรือแห้งสนิท
โดยสังเกตจากเสี้ยนของไม้
ควรเป็นเสี้ยนละเอียดที่มีสีน้ำตาล
แก่ค่อนข้างดำตาไม้เล็กๆเนื้อไม่หนาหรือบางเกินไปคือต้องเหมาะสมกับประเภทของขลุ่ยว่าขลุ่ยอะไรในกรณีที่ไม้ไผ่แก่
จัดหรือไม่แห้งสนิทเมื่อทำแล้วในระยะหลังจะแตกร้าวได้ง่าย
เสียงจะเปลี่ยนไปและมอดจะกัดกินเสียหาย
ดาก ควรทำจากไม้สักทอง
ไม่มีขุยหรือขนแมวขวางทางลม
การใส่ดากจะต้องไม่ชิดหรือห่างไม้ไผ่
ซึ่งเป็นตัวเลาขลุ่ย
จนเกินไป
เพราะถ้าใส่ชิดจะทำให้เสียงทึบ ตี้อ
ถ้าใส่ห่างจะทำให้เสียง โว่ง กินลมมาก
นอกจากนี้การหยอดขี้ผึ้งที่ดากต้องทำอย่าง
ประณีต ละลายขี้ผึ้งให้ไหลเข้าไปอุดช่องว่างที่ไม่ต้องการรอบ
ๆ ดาก
ให้เต็มเพื่อไม่ให้ลมรั่วออก
รูต่าง ๆ บนเลาขลุ่ย
จะต้องเจาะอย่างประณีต
ขนาดความกว้างของรูต้องเหมาะกับขนาดของไม้ไม่กว้างเกินไป
ขลุ่ยในสมัย
โบราณ รูต่าง ๆ
ที่นิ้วปิดจะต้องคว้านด้านในให้เว้า
คือ
ผิวด้านในรูจะกว้างกว่าผิวด้านนอก
ซึ่งจะทำให้เสียงของขลุ่ย กังวานดียิ่งขั้น
แต่ในปัจจุบันไม่ได้คว้านภายในรูเหมือนแต่ก่อนแล้วซึ่งอาจจะเนื่องมาจากความเอาใจใส่ของคนที่ทำขลุ่ยน้อยลงทำให้เห็นแต่เพียง
ว่าภายนอกเหมือนขลุ่ยเท่านั้น
ลักษณะประกอบอื่น
ๆ เช่นสีของไม้สวย
ไม่มีตำหนิ ขีดข่วน ไม่คดงอ
เทลายได้สวยละเอียด
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบ
ต่อเสียงของขลุ่ยแต่อย่างใด
เพียงพิจารณาเป็นส่วนประกอบเพื่อเลือกให้ได้ขลุ่ยที่ถูกใจเท่านั้น
ประเภทของขลุ่ย
โดยทั่วไปขลุ่ยไทย
อาจจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ
ได้ดังนี้
ขลุ่ยหลิบหรือขลุ่ยหลีกหรือขลุ่ยกรวด
เป็นขลุ่ยขนาดเล็กเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออเป็นคู่สี่
ใช้ในวงมโหรีเครื่องคู่
เครื่องใหญ่
และวงเครื่องสายเครื่องคู่โดยเป็นเครื่องนำในวงเช่นเดียวกับระนาดหรือซอด้วงนอกจากนี้ยังใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาเพราะขลุ่ยหลิบ
มีเสียงตรงกับเสียงชวาโดยบรรเลงเป็นพวกหลังเช่นเดียวกับซออู้
ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยที่มีระดับเสียงอยู่ในช่วงปานกลาง
คนทั่วไปนิยมเป่าเล่น
ใช้ในวงมโหรีหรือเครื่องสายทั่ว
ๆ ไป
โดยเป็นเครื่องตามหรืออาจใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาก็ได้แต่เป่ายากกว่าขลุ่ยหลิบเนื่องจากเสียงไม่ตรงกับเสียงชวาเช่นเดียวกับนำ
ขลุ่ยหลิบมาเป่าในทางเพียงออต้องทดเสียงขึ้นไปให้เป็นคู่
4
นอกจากนี้ยังใช้ในวงปี่พาทย์ไม้นวมแทนปี่อีกด้วย
โดยบรรเลงเป็นพวกหน้า
ขลุ่ยอู้ เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่เสียงต่ำกว่าขลุ่ยเพียงออสามเสียง
ใช้ในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
ซึ่งต้องการเครื่องดนตรีที่มีเสียงต่ำเป็นพื้น
นอกจากนี้ในอดีตยังใช้ในวงมโหรีเครื่องใหญ่
ปัจจุบันไม่ได้ใช้เนื่องจากหาคนเป่าที่มีความชำนาญได้ยาก
ขลุ่ยอู้ของโบราณจะมีเจ็ดรู
(รวมรูนิ้วค้ำ)
แต่ในปัจจุบันมีผู้คิดทำเพิ่มขึ้นเป็นแปดรู
โดยเพิ่มรูที่ใช้นิ้วก้อยล่างขึ้นอีกรูหนึ่ง
ขลุ่ยอู้ปัจจุบันนี้หายากเนื่องจากต้องใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่
ปล้องยาก ซึ่งหาได้ยาก
ขลุ่ยเคียงออ เป็นขลุ่ยที่มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออหนึ่งเสียง
ซึ่งตรงกับเสียงปี่ใน
ใช้ในวงปี่พาทย์ไม้นวมเป็นเครื่องนำแทนปี่
ซึ่งอาจมีเสียงดังเกินไปใช้เล่นเพลงตับต่างๆแต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
ขลุ่ยรองออเป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่กว่าและเสียงต่ำกว่าขลุ่ยเพียงออหนึ่งเสียงเสียงตรงกับเสียงปี่นอกต่ำอาจใช้ในวงมโหรีแทน
ขลุ่ยเพียงออในกรณีที่ต้องการเสียงต่ำกว่าธรรมดา
ปัจจุบันนี้ไม่ได้นำมาใช้เนื่องจากขาดคนเป่าที่มีความชำนาญ
ขลุ่ยอื่น ๆ ในระยะหลังในวงเครื่องสายได้นำเครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาเล่นร่วมด้วย
เรียกว่าวงเครื่องสายผสม เช่น
เปียโน ออร์แกน
จึงมีผู้คิดทำขลุ่ยให้เข้ากับเสียงดนตรีเหล่านี้
ทางของขลุ่ย
เป็นการยากที่จะอธิบายให้เข้าใจในเรื่องทางของขลุ่ย
ผู้ศึกษาจะต้องปฏิบัติด้วยตนเองภายใต้การแนะนำของครู
จึงจะมีความรู้สามารถ
ปฏิบัติได้ถูกต้อง ขลุ่ยเพียงออเมื่อใช้บรรเลงภายในวงบางครั้งจะมีการโหยหวนโดยยึดเนื้อฆ้องเป็นหลักบางครั้งก็เป่าเก็บบ้างซึ่งเข้ามาใกล้ทาง
ของระนาดหรือซอด้วง
แต่การที่จะเป่าแหบโหยจนเสียงสูงมากเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
เพราะถ้าไม่ชำนาญพอเสียงจะเพี้ยนได้ง่าย
และทำให้
้รกรุงรัง ฟังดูไม่ไพเราะ
สำหรับขลุ่ยหลิบนั้นเป็นเครื่องดนตรีพวกเครื่องนำในการบรรเลง
ต้องเป่าเก็บเป็นเครื่องใหญ่มีโหยหวนบ้างแต่น้อยกว่าขลุ่ยเพียงออ
และสามารถเป่าเสียงสูงได้
ในการบรรเลงแต่ละประเภทนั้น
ทางของขลุ่ยจะต่างกันออกไป เช่น
ในวงเครื่องสายปี่ชวาก็เป่าอย่างหนึ่ง
วงปี่พาทย์ไม้นวม
ก็เป่าอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้จะเป่าขลุ่ยให้ได้ดีจะต้องศึกษาอย่างถ่องแท้จากครูผู้รู้
ในปัจจุบันจะเห็นว่าผู้ที่เป่าขลุ่ย
หรือปี่ส่วนมากจะบรรเลงในวงอะไร
หรือเครื่องดนตรีอะไรก็เป่าเป็นเครื่องดนตรีอย่างเดียวกันไปหมด
ทำให้เสียงดนตรีด้อยคุณภาพลงไปมาก
ลมและเสียง
ลมที่ใช้บังคับเสียงมีต้นกำเนิดมาจากลมภายในทรวงอก
โดยใช้ผ่านลำคอแล้วอาจจะใช้อวัยวะภายในปากบังคบลม
เช่น ลิ้น กระพุ้งแก้ม เป็นต้น
ในที่นี้จะกล่าวถึงลม
เสียงควบคู่กันไปดังนี้
ลมปลายลิ้น
ใช้ปลายลิ้นบังคับลมให้เสียงขลุ่ยพริ้วแทนการพรมนิ้ว
(การใช้นิ้วเปิดปิดสลับกันถี่ ๆ)
ลมปริบ
ใช้ปลายลิ้นบังคับลมประกอบกับการใช้นิ้วเพื่อให้เกิดเสียงพิสดาร
ใช้สอดแทรกเพื่อให้การดำเนินทำนองเกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น
ลมโปรย ใช้ลมและนิ้วบังคับทำให้เสียงขลุ่ยโรยจากหนักไปเบา
หรือเบาไปหนัก ณ
เสียงใดเสียงหนึ่ง
ลมแฝก
เป็นการรวมสองเสียงเข้าด้วยกัน
เช่น ถ้าต้องการเสียง “มี”
ก็เปิดนิ้วที่จะทำให้เกิดเสียง
“ฟา” ด้วยเล็กน้อย แต่ลมที่เป่า
จะต้องใช้น้อยกว่าเสียง มี
ธรรมดา
ทำให้เกิดความไพเราะมากขึ้น
หรือการทำให้เกิดครึ่งเสียงนั่นเอง
เสียงของขลุ่ยไทยแต่ละเสียงจะห่างกันหนึ่งเสียง
บางเสียงของขลุ่ยผู้เป่าสามารถเป่าเสียงครึ่งได้
เช่นเดียวกับเสียงครึ่งของดนตรีสากล
อาจใช้ในเพลงเดี่ยว
หรือเพลงหมู่
ทำให้เกิดความไพเราะมากขึ้น
ลมโหยหวน
ใช้ลมและนิ้วบังคับทำให้เกิดเสียงต่อเนื่องระหว่างเสียง
2 เสียง ทั่วไปนิยมทำเสียงคู่สาม
– คู่ห้า
อันเป็นคู่เสียงที่มีความกลมกลืน
มากที่สุด
ทำได้ทั้งจากต่ำไปหาสูงและจากสูงไปหาต่ำ
จากต่ำไปหาสูงเรียกว่า “โหย”
จากสูงไปหาต่ำเรียกว่า “หวน”
ลมกระพุ้งแก้ม ใช้กระพุ้งแก้มบังคับลมเข้าไปในขลุ่ย
ใช้ในตอนระบายลม
เสียงครั่น
เป็นการบังคับลมให้ออกมาเป็นช่วง
ๆ
ตามความถี่หรือห่างที่ต้องการทำให้เกิดเสียงคล้ายคลื่น
สามารถทำได้ทุกเสียง
ตามอารมณ์ของเพลง
เสียงเลียน เป็นการทำเสียงโดยใช้นิ้วต่างกัน
แต่ให้เป็นเสียงเดียวซึ่งสามารถทำได้เกือบทุกเสียง
ใช้เมื่อทำนองเพลงช่วงนั้นมีเสียงยาว
ทำโดยเป่าเสียงจริงก่อน
แล้วจึงเป่าเสียงเลียน
และกลับมาเป่าเสียงจริงเมื่อหมดจังหวะ
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
“นิ้วควง”
การชะงักลม
การบรรเลงเพลงบางช่วง
ต้องมีการชะงักลม
คือหยุดเล็กน้อยจะทำให้เกิดความไพเราะมากขึ้น
การระบายลม
ผู้ที่จะเป่าขลุ่ยให้ได้ดีจะต้องระบายลมให้ได้
การระบายลมจะทำให้เสียงขลุ่ยไม่ขาดหายไป
โดยเฉพาะในเพลงเดี่ยวมีความสำคัญมาก
เพราะทำนองเพลงบางช่วงต้องการลักษณะเสียงที่ต่อเนื่อง
ในสมัยโบราณการสอนระบายลม
จะให้ผู้ฝึกหัดเป่าก้านมะละกอ
ซึ่งปลายด้านหนึ่งอยู่ในน้ำแล้วสังเกตฟองอากาศที่ผุดขึ้นมาให้สม่ำเสมอ
ในการฝึกหัดนี้อาจฝึกจากอุปกรณ์อย่างอื่นก็ได้เช่น
หลอดกาแฟหรือขลุ่ยเลยก็ได้
แต่ต้องเลือกที่กินลมน้อย ๆ
ก่อนเพื่อสะดวกในการระบายลม
ได้แก่เสียงที่มีระดับต่ำ
การระบายลม ทำได้ดังนี้
คือเมื่อเป่าขลุ่ยในระยะที่ลมในทรวงอกจะหมดให้รีบพองกระพุ้งแก้มออก
เพื่อเก็บลมแล้ว ใช้กระพุ้งแก้มบังคับ
ลมส่วนนี้เข้าไปในขลุ่ยเหมือนกับการบ้วนน้ำออกจากปาก
พร้อมกับหายใจเข้าทางจมูกโดยเร็ว
ก็ทำให้มีลมหมุนเวียนอยู่ภายในร่างกายตลอดไป
การระบายลม
การเลือกใช้ประเภทของลมและเสียงที่ถูกต้องในช่วงที่เหมาะสมของผู้เป่าขลุ่ย
จะทำให้เสียงขลุ่ยไพเราะขึ้น
ขลุ่ยก็มีข้อเสีย
เหมือนดนตรีชนิดอื่น
เนื่องจากขลุ่ยทำจากไม้ไผ่
โดยธรรมชาติขนาดไม่เท่ากัน
การทำขาดความประณีต
ทำให้ขลุ่ยที่ทำออกมา
มีเสียงไม่เท่ากัน
บางเลาสูงบางเลาต่ำ
การนำมาใช้จึงต้องหาเลาที่มีเสียงเข้ากับระนาดหรือฆ้อง
สำหรับขลุ่ยที่เพี้ยนนั้นถ้าเป็นน้อยอาจแก้ไขได้
โดยการตกแต่งขลุ่ย
หรือใช้นิ้วและลมช่วยบังคับ
แต่ทางที่ดีที่สุด คือ
ควรเลือกขลุ่ยเลาที่ไม่เพี้ยนจะดีกว่า
การแก้เสียงที่เพี้ยนในบางเสียง
ถ้าตกแต่ง
มากเกินไปอาจทำให้เสียงอื่นเสียไปด้วย
การรักษาขลุ่ย
ขลุ่ยถ้าทิ้งไว้นาน ๆ
จะแห้ง ดากจะหดตัวลง
ทำให้เป่าเสียงไม่ใส
การที่จะให้ขลุ่ยเสียงดี
พระยาภูมีเสวินได้ให้คำแนะนำว่า
ให้นำขลุ่ยแช่น้ำผึ้งให้ท่วมปากนกแก้ว
น้ำผึ้งจะช่วยให้ขลุ่ยชุ่มอยู่เสมอและขยายตัว
ไม่มีช่องที่ลมจะรั่วได้
หรืออีกวิธีหนึ่งทำโดย
นำขลุ่ยไปแช่ในน้ำตาลสดหรือน้ำตาลเมาหลาย
ๆ วัน จะทำให้เนื้อได้อยู่ตัว
มอดไม่รบกวน
นอกจากนี้ควรระวังด้านอื่น ๆ
คืออย่าให้ถูกความร้อน
นาน ๆ
ไม่ควรเอาไม้หรือวัสดุอื่นแหย่เข้าไปใน
ปากนกแก้ว
เพราะอาจทำให้แง่ของดากภายในบิ่น
เสียงจะเสียไปได้
ท่านั่ง การจับ ที่นั่ง
การเล่นเครื่องดนตรีของไทยทุกชนิด
นักดนตรีต้องสำรวมกิริยามารยาท
ปฎิบัติให้เรียบร้อยให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์
เครื่องดนตรีผู้ฟัง
ตลอดจนนักดนตรีด้วยกันเอง
การนั่งเป่าขลุ่ยหรือปี่
ต้องนั่งตัวตรงเพื่อให้ลมเดินสะดวก
ถ้านั่งกับพื้นควรนั่งพับเพียบ
การจับขลุ่ยหรือปี่นั้น
แต่โบราณมาจะจับเอามือฃวาอยู่ข้างบนมือซ้าย
ซึ่งสันนิษฐานว่าคนส่วนใหญ่ถนัดการใช้มือขวามากกว่ามือซ้าย
การเป่าขลุ่ยหรือปี่
มือที่อยู่ด้านบนจะใช้มากกว่ามือที่อยู่ด้านล่าง
ในการจับจึงควรจับมือขวาอยู่ด้านบน
แต่ถ้าถนัดมือซ้ายก็ไม่ผิดแต่อย่างได้
แต่ก็ควรคำนึงถึงเอกลักษณ์ไว้บ้าง
สำหรับที่นั่งของขลุ่ยในการบรรเลงในวงนั้น
ถ้าเป็นวงปี่พาทย์ไม้นวม
ควรนั่งด้านขวาของฆ้องใหญ่
เพราะฆ้องใหญ่เป็นหลักของวง
เครื่องดนตรีอื่นควรนั่งอยู่รอบ
ๆ ถ้าเป็นวงอื่น เช่น
วงเครื่องสาย ควรนั่งข้างซอด้วง
วงมโหรีก็ควรนั่งข้างซอด้วงเข่นกัน
แต่ถ้ามีขลุ่ยหลิบก็อาจ
แยกกันได้
โดยปกติไม่ควรนั่งข้างซออู้
เพราะซออู้เสียงดัง
สีตบหน้าตบหลัง
ที่นั่งของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด
จะมีอิทธิพลต่อเสียงรวมที่ออกมามาก
ถ้านั่งที่ไม่เหมาะสมเสียงดนตรีรวมจะไม่ดีเท่าที่ควร
อีกประการหนึ่งการนั่งที่เป็นหลักแหล่งของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด
จะทำให้ผู้ดูสามารถ
รู้ว่าที่ตรงนั้น
เป็นเครื่องดนตรีอะไร
เพราะบางทีอยู่ไกลไม่สามารถมองเห็นเครื่องดนตรีที่เล่น
คุณครูเทียบ คงลายทอง
ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบนักดนตรีไทยรุ่นหลัง
ๆ นี้ว่า
การจะเป็นนักดนตรีที่ดีจะต้องมีผีมือและจรรยา
ประกอบกันไป
นักดนตรีปัจจุบันนี้ฝีมือสู้ในอดีตไม่ได้ต่างคนจะแข่งขันเอาความเก่งในการเล่น
ไม่เอาความไพเราะ
และส่วนมากยังขาดจรรยา
ต่างวงมาพบกันเป็นต้องแสดงท่าเข้าหากันเสมอ
เนื่องจากคิดว่าตัวเองเก่ง
ต่อเพลงมาอย่างดีแล้ว
ซึ่งนักดนตรีไทยเราไม่ควรคิดอย่างนั้นเลย
เพราะแม้แต่คุณครูเทียบเอง
ท่านยังกล่าว่า
“ผมเองก็รู้ไม่หมด”
การศึกษาความรู้นั้นไม่มีใครที่จะรู้ได้สิ้นสุด
ขอเพียงแต่ศึกษาอย่างถูกทาง
ก็ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แล้ว
บันลือ พงศ์ศิริ
และ ปี๊บ คงลายทอง
ผู้บันทึก
|