ยุคสมัยของดนตรีไทย จากอดีตกาลถึงอินเตอร์เน็ต

 

                                                                       ไพศาล  อินทวงศ์

                                                                       คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    

 

          ดนตรีเป็นศิลปะที่มวลมนุษย์ยกย่องว่าเป็นยอดแห่งศิลปะทั้งมวล     เรียกว่าเป็นศิลปะทิพย์

( The Divine art )   ซึ่งใช้กระแสเสียงที่เกิดจากการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหรือด้วยการขับร้องเป็นสื่อ  ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเกิดอารมณ์สอดคล้องต้องกันไปกับเสียงเพลงนั้นๆได้

             ความหมายของดนตรีและเสียง

                    ดนตรีเป็นพลังงานในรูปของคลื่นเสียงที่ไม่สามารถจับต้องและมองเห็นได้        ต้องอาศัยโสตประสาทเป็นตัวรับรู้     และเมื่อดนตรีเป็นพลังงาน   จิตมนุษย์จึงสามารถรับรู้และรู้สึกได้โดยไม่ต้องแปล

                     เสียงที่ได้ยินนั้น  เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุผ่านตัวกลาง คืออากาศ  เป็นคลื่นเสียงของดนตรีในสองลักษณะคือ ความดัง  และความสูงต่ำของเสียงนั่นเอง

                     คลื่นเสียงของดนตรีที่โสตประสาทมนุษย์รับรู้ได้นั้น  ก่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกกับผู้ฟังใน  2 ประการคือ  ถ้าหากเป็นเสียงที่มีลักษณะประสานกันอย่างกลมกลืนราบเรียบ     และเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอมีความนุ่มนวล     จะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและสบาย     แต่ถ้าเป็นเสียงที่มีความกระแทกกระทั้น    มีเสียงที่เป็นเชิงซ้อนและเสียงดังบ้าง เสียงเบาบ้าง   จะทำให้ผู้รับฟังรู้สึกถูกกดดันและอึดอัด  ก็จะกลายเป็นความเครียดตามมาอีกด้วย

                     ความเป็นศิลปะทิพย์ของดนตรีดังกล่าวแล้ว   ย่อมทำให้รู้สึกว่า   ดนตรีนั้นมีสิ่งที่ดีๆให้เราได้ศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างมากทีเดียว    อาจกล่าวได้ว่าเสียงของดนตรีทั้งเครื่องดีด    เครื่องสี  เครื่องตี    และเครื่องเป่านั้น  ย่อมมีเสียงสูง ต่ำ ต่างๆกัน    ถึงแม้ว่าเครื่องดนตรีสามารถมีเสียงต่างๆมากมาย  อย่างไรก็ตาม    ตามหลักดุริยางคศาสตร์ถือว่า   เสียงดนตรีมีเสียงเรียงเป็นลำดับต่างกันอยู่ 7 เสียงเท่านั้น  เสียงที่เกิน 7     ออกไปถือเป็นเสียงซึ่งซ้ำกับเสียงภายใน 7 เสียงนั่นเอง  แต่มีระดับเสียงสูงหรือเสียงต่ำกว่ากันเป็นช่วงคู่  8 15 22  ฯลฯ   เป็นลำดับกันไปเท่านั้น  ซึ่งหากพินิจพิจารณาฟังให้ดีแล้วจะพบว่าเป็นเสียงที่ซ้ำกันนั่นเอง

                  สำหรับเสียงของดนตรีไทย   ( ไม่นับเครื่องประกอบจังหวะ   เช่น   ฉิ่ง และ โทน รำมะนา กลองชนิดต่างๆ )   ก็มีเสียงไล่กันไปตั้งแต่เสียงต่ำไปหาเสียงสูง    เป็นการเรียงเสียงที่มีความถี่ห่างเท่าๆกันทุกๆขั้น  เสียงที่ 8  ก็จะมีเสียงเท่ากับเสียงที่ 1

 

 

2

 

                       มนุษย์เรานั้น     มีโสตประสาทรับความรู้สึกอยู่ 5 อย่าง     สำหรับประสาทที่รับฟังเรียกว่า โสตประสาท   หรือ หู  ซึ่งจะสังเกตได้ว่า    โสตประสาทของแต่ละคนจะรับฟังสิ่งต่างๆได้ไม่เท่ากัน       บางคนมีโสตประสาทไวสามารถที่จะรับฟังและบอกระดับเสียงที่ได้ยินมาได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใดเลย     บุคคลเช่นนี้ต้องถือว่ามี   Sense of absolute pitch อย่างไรก็ตามก็ยังมีบางคนที่ฟังดนตรีไม่เป็นเอาเสียเลย คือ ไม่สามารถบอกได้ว่า  เสียงอย่างไรคือเสียงสูง  เสียงอย่างไรคือเสียงต่ำ     บุคคลที่กล่าวถึงนี้ เป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่า    Musical idiot  หรือ  โง่ทึบในการดนตรี   หรือ   การหนวกเสียงดนตรี  ( Tone deaf )    ก็ยังมีอยู่มากมายในสังคมเรานี้

                           สุนทรภู่  กวีเอกของไทยเราได้สดุดี การดนตรี ไว้ในเรื่องพระอภัยมณีว่า

                        อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป            ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุริน

                ถึงมนุษย์ครุธฑา เทวาราช                   จัตุบาท กลางป่า พนาสิน

                แม้นปี่เราเป่าไป ให้ได้ยิน                     ก็สุดสิ้น สิ่งโมโห ที่โกรธา

                ให้ใจอ่อนนอนหลับหมดสติ                 อันลัทธิ ดนตรี ดีหนักหนา

                ซึ่งสงสัยไม่สิ้น ในวิญญาณ์                 จงนิทรา เถิดจะเป่า ให้เจ้าฟัง

 

ยุคสมัยของดนตรีไทยในอดีต

                    ท่านอาจารย์มนตรี  ตราโมท ( ศิลปินแห่งชาติ 2528 )  กล่าวว่า     ในสมัยน่านเจ้านั้น  ก็ปรากฏว่าไทยเราได้ส่งวงดนตรีหญิงไปถวายพระเจ้ากรุงจีน   ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า     ถ้าการดนตรีไม่มีคุณภาพสูงก็คงจะไม่ส่งไป     เป็นการแสดงว่า   การดนตรีของไทยเราได้เจริญมาแล้วในอดีต  แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่มีหลักฐานว่า    เครื่องดนตรีของไทยเราในสมัยนั้นมีรูปร่างเป็นอย่างไร  และมีสิ่งใดบ้าง  การดนตรีตลอดจนเครื่องดนตรีของไทย      เพิ่งจะมาปรากฏชัดเจนเอาก็เมื่อสมัยสุโขทัยนี่เอง

                    หลักฐานสำคัญที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงการดนตรีในสมัยสุโขทัยก็คือ    หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง   หลักที่หนึ่ง  ซึ่งนับเป็นแม่บทสำคัญ    โดยเฉพาะในหลักศิลาจารึกด้านที่ 2 ตอนหนึ่งว่า  ดํบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่นใครจักมักหัว หัว  ใครจักมักเลื้อน เลื้อน   ซึ่งแสดงให้เห็นว่า     ในสมัยสุโขทัยนั้นชาวบ้านชาวเมืองมีความสนุกสนาน  และขับร้องเล่นดนตรีมีความรื่นเริงบันเทิงใจกันอยู่ทั่วไป   คำว่า ดํบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ หมายความว่า  ระดมประโคมกลองด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ

 

3

 

                     คำว่าเสียงพาทย์  น่าจะบ่งบอกถึงเครื่องบรรเลงประเภทตีและประเภทเป่า  ที่ต่อมาเรียกว่า ปี่พาทย์  ส่วนคำว่าเสียงพิณ  หมายถึงเครื่องดนตรีจำพวกที่ใช้สาย   เพื่อสำหรับดีดและสี แต่มีพิณเป็นประธานดังได้กล่าวมาแล้ว

                      ในสมัยรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไท   มีหลักฐานที่เกี่ยวกับดนตรีที่ควรกล่าวถึงก็คือ หนังสือเรื่อง  ไตรภูมิพระร่วง   มีจารึกไว้ว่า    บ้างเต้น บ้างรำ บ้างฟ้อนระบำ บันลือเพลงดุริยะดนตรี บ้างดีด บ้างสี บ้างตี บ้างเป่า บ้างขับสัพพสำเนียง เสียงหมู่   นักคุนจุนกันไปเดียรดาษ พื้นฆ้องกลองแตรสังข์ ระฆังกังสดาล มโหระทึกกึกก้องทำนุกดี

                       และอีกตอนหนึ่ง     ที่กล่าวชื่นชมในพระบารมีของสมเด็จพระมหาจักรพัตราธิราชความว่า    แล้วแลร้อง ก้องขับเสียงพาทย์ เสียงพิณ แตรสังข์ ฟังเสียงกลองใหญ่    แล กลองราม กลองเล็กแล ฉิ่งแฉ่ง บัณเฑาะว์วังเวง ลางคนตีกลอง ตีพาทยฆ้องตีกรับรับสัพพทุกสิ่ง  ลางจำพวกดีดพิณและสีซอพุงตอ แล กันฉิ่งริงรำจับระบำเต้นเล่นสาร พนักคุณทั้งหลาย     สัพพดุริยดนตรีอยู่ครืนเครงอลวนเวงดังแผ่นดินจะถล่ม

                      หลักฐานต่างๆในสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงดนตรีทั้งสองแหล่งนี้         นอกจากนั้นยังมีหลักฐานที่เป็นหลักศิลาจารึกภูเขาสุมนกูฎ  ปรากฏอยู่ในหนังสือประชุมจารึกสยามภาคหนึ่ง   ในหลักที่ 8   มีข้อความระบุไว้ว่า ทั้งสองปรากหนทางย่อมเรียงขันหมากขันพลูบูชาพิลมระบำเต้นเล่นทุกฉันด้วยเสียงอันสาธุการบูชาอีกด้วย  ดูรยพาทพิณ     ฆ้องกลองเสียงดังสีพ ดังดินจักหล่มอันใส้

                         ในสมัยสุโขทัยนั้น         ศิลปกรรมและวัฒนธรรมต่างก็ได้ถ่ายเทกันไปมาระหว่างสุโขทัยกับลานนาไทย        หากเราได้พิจารณาหลักศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูนพุทธศักราช 1913  มีข้อความที่กล่าวถึงการรับพระสุมนเถระซึ่งได้รับอารธนาไปจากกรุงสุโขทัยความว่า 

ให้ถือกระทงข้าวตอกดอกไม้ไต้เทียน   ตีพาทย์ดังพิณ  ฆ้องกลอง  ปี่สรไน พิสเนญชัย   ทะเทียด กาหลแตรสังข์มานกังสดาล มรทงค์ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนร้องโห่ อื้อดาสรท้านทั่วทั้งนครหริภูญชัย แล    ในข้อความข้างต้นนี้     จะปรากฏรายชื่อเครื่องดนตรีต่างๆที่ใช้บรรเลงอยู่ในเวลานั้นดังนี้

                          วงแตรสังข์  ประกอบด้วย สังข์ และแตร    ซึ่งก็คือ แตรยาวอย่างที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า แตรฝรั่ง   ส่วน กาหล ก็คือ แตรงอน     ทะเทียดหรือสรเทียดหมายถึงกลองสองหน้าที่ใช้ตีด้วยไม้ข้างหนึ่ง  นอกจากนั้นก็มี บัณเฑาะว์ และมโหระทึกอีกด้วย

 

 

4

 

                          รูปแบบการจัดวงดนตรีในสมัยสุโขทัยเรียกว่า วงเครื่องห้า     โดยการเลียนรูปแบบการจัดวงตามแบบแผน ปัญจดุริยางค์ประกอบด้วย

                         ( 1 )  ปี่ในหรือปี่สรไน

                         ( 2 )  ฆ้อง เป็นลักษณะเหมือน ฆ้องทางฝ่ายเหนือ เรียกว่า เจแวง

                         ( 3 )  ตะโพน ซึ่งก็คือ มุทิงค์ หรือ มฤทิงค์ ในไตรภูมิพระร่วง

                         ( 4 )  กลองทัด เป็นกลองขนาดใหญ่

                         ( 5 )  ฉิ่ง  ในไตรภูมิพระร่วงเรียกว่า ฉิ่งแฉ่ง   ฉิ่งก็คือฉิ่งอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ ส่วนแฉ่งก็คือฉาบนั่นเอง  ในสมัยโบราณเมื่อตีเปิดมือจะฟังเสียงเป็นแฉ่ง          หากตีแล้วกดให้ประกบกันก็จะฟังเสียงเป็นฉาบได้

                         จะสังเกตเห็นได้ว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้าในสมัยสุโขทัยนั้น   ไม่พบคำใดที่หมายถึงระนาดคงมีแต่ ปี่ ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด และ ฉิ่งเท่านั้น

 

                                                      (รูปภาพ)

 

                   ( รูปเครื่องดนตรี. สังข์  แตรฝรั่ง  กาหลหรือแตรงอน  ทะเทียดหรือกลองสองหน้า  บัณเฑาะว์  มโหระทึก  ปี่สรไน  เจแวงหรือ ฆ้อง  กรับพวง )

                      ถึงสมัยอยุธยาซึ่งเป็นยุคที่กำลังมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา  ทั้งสงครามภายนอกและสงครามภายใน  การดนตรีก็มิได้เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมากนัก  ศิลปวัฒนธรรมเมื่อได้รับมาจากสุโขทัยอย่างไร  ก็ยังคงสภาพอยู่เช่นเดิม    อย่างไรก็ตามก็เกิดวงดนตรีขึ้นอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า วงมโหรี เป็นวงดนตรีสำหรับใช้ขับกล่อมถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระสำราญและใช้ผู้หญิงเป็นผู้บรรเลงล้วนๆ  จำนวน 4 คน ดังนี้คือ 

                        คนดีดพิณเรียกว่า กระจับปี่คนหนึ่ง

                        คนสีซอสามสายคนหนึ่ง

                        คนตีทับ (โทน) คนหนึ่ง

                        และคนร้องซึ่งต้องตีกรับพวงด้วยอีกคนหนึ่ง

                    ต่อมาก็ได้มีการเพิ่มจำนวนผู้บรรเลงและเครื่องดนตรีขึ้นอีก 2 ชนิดคือ  คนตีรำมะนาให้คู่กับคนตีโทน  และคนเป่าขลุ่ย  เรียกชื่อวงว่า วงมโหรีเครื่อง 6    

 

 

 

5

 

                     ในสมัยอยุธยานั้นเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า ได้มีเครื่องดนตรีจำพวกเครื่องสายอยู่แล้วและก็คงจะเป็นที่นิยมกันอีกด้วย  ถึงกับได้มีบทบัญญัติกำหนดโทษไว้ในกฎมณเทียรบาลตอนหนึ่ง

ว่า     อนึ่งในท่อน้ำ ในสระแก้วผู้ใดขี่เรือคฤหรือปทุนเรือกูบ และเรือมีศาตราวุธ     และใส่หมวกคลุมหัวนอนมา  ชายหญิงนั่งมาด้วยกัน อนึ่งชเลาะ ตีด่ากัน ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอ  ดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นัน  อนึ่ง   พิริยหมู่แขก ขอม ลาว พม่า เมง มอญ  มสุม แสง จีน จาม ชวานานาประเทศทั้งปวง และเข้ามาเดิรในท้ายสนมก็ดี  ทั้งนี้อัยการขุนสนมห้าม      ถ้ามิได้ห้ามปรามเกาะกุมเอามาถึงศาลา ให้แก่ เจ้าน้ำ เจ้าท่า แลให้นานาประเทษ   ไปมาในท้ายสนมได้ โทษเจ้าพนักงานถึงตาย

                       ในข้อความข้างต้นนี้พบว่ามีเครื่องดนตรีที่ระบุอยู่ในกฎมณเทียรบาลนี้  นอกจากปี่ซึ่งอยู่ในวงปี่พาทย์ และกระจับปี่ซึ่งอยู่ในวงมโหรีแล้ว  นอกนั้นก็มี ซอ ขลุ่ย จะเข้ และ โทนทับ ซอนั้นอาจเป็นซอด้วง ซออู้หรือซอสามสายก็ได้   ส่วนขลุ่ยคงมีแต่ขลุ่ยเพียงออเลาเดียว  ขลุ่ยหลิบซึ่งมีเสียงสูงยังไม่มีปรากฏอยู่เลย

                        สำหรับวงดนตรีที่มีเครื่องสายนี้คงไม่เรียกว่า  วงเครื่องสาย          แต่อาจเรียกว่า ดนตรี ก็ได้    เพราะในกฎมณเทียรบาลนั้นได้แยกเรียกมโหรีกับดนตรีเป็นคนละอย่าง  กฎมณเทียรบาลที่กล่าวถึงนี้ก็คือตอนที่กล่าวถึงพิธี ตรองเปรียงที่กำหนดเรือต่างๆดังนี้   เรือปลาลูกขุนเฝ้า น่าเรือเบญจา เรือจะเข้แนมทั้งสองข้าง ซ้ายดนตรี  ขวามโหรี    อาจกล่าวได้ว่า      ในสมัยอยุธยานั้น  มีเครื่องดนตรีครบทั้งสามประเภทแล้วคือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย

                         ในสมัยกรุงธนบุรี    การดนตรีปี่พาทย์ มโหรี             หรือเครื่องสายยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้นจากสมัยอยุธยา    แต่การดนตรีก็มิได้ตกต่ำลง      ดังที่ปรากฎว่าได้มีการบรรเลงสมโภชพระแก้วมรกต  มีการบรรเลงมโหรีไทยสลับกับมโหรีแขก ญวน และ  เขมรอยู่หลายวัน ซึ่งปรากฏตามหมายรับสั่งตอนหนึ่งว่า ทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯ ให้ พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ และ มโหรีไทย มโหรีแขก ฝรั่ง ญวน เขมร  ผลัดเปลี่ยนกันสมโภชสองเดือนกับสิบสองวัน

                          ยุคสมัยของดนตรีไทย        ได้ดำเนินแนวทางพัฒนาการมากขึ้น     เมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์  นับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1 )    ได้มีผู้คิดค้นเครื่องดนตรีเพิ่มเติมขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ มีการเพิ่มกลองทัดอีก 1 ลูก ทำให้ในวงปี่พาทย์เครื่องห้ามีกลองทัดครบ 2 ลูก     เมื่อการดนตรีไทยได้พัฒนาตัวเองเข้าสู่ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( รัชกาลที่ 2 )  จึงได้มีการปรับปรุงการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบเสภา  ที่เดิมทีเดียวนั้น การขับเสภา  จะไม่มีปี่พาทย์รับไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดเข้ามาประกอบ      คงใช้แต่กรับเสภาอย่าง

 

6

 

เดียว  เมื่อการขับเสภา  มีปี่พาทย์รับเข้ามาทำให้การบรรเลงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภาเป็นที่ชื่นชอบ  เพราะการฟังดนตรีมีรสมีชาดมากขึ้นนั่นเอง

                            ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้  การดนตรีไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  เมื่อเดินทางมาได้จนถึงปัจจุบันนี้   ก็เชื่อได้ว่าดนตรีไทยจะต้องคงอยู่คู่ไปกับสังคมไทย      คอยรับใช้สังคมทั้งในด้านพิธีกรรม  ด้านประกอบการแสดง และหรือเพื่อการฟังอย่างชื่นชม       ย่อมทำให้ดนตรีไทยนี้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวงจรชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  ปัจจุบันนี้ ถือได้ว่า การดนตรีไทยได้มีการยกเครื่อง หรือ การ Re – Engineering เพื่อพัฒนาตนเองดังนี้

 

ยุคที่หนึ่งของดนตรีไทย

                          เป็นยุคที่ดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนัก และในวังของเจ้านายต่างกรม  เป็นยุคที่นักดนตรีไทย หรือครูดนตรีไทยที่มีฝีมือ       ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างมีศักดิ์ศรี       มียศถาบรรดาศักดิ์และมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์  มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย        มีความพร้อมที่ครูเหล่านั้นสามารถคิดสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีไว้มากมาย  ผลงานแต่ละชิ้นแต่ละเพลงที่ออกมามีความสละสลวยสวยงาม  พบว่าเจ้านายชั้นสูงหลายพระองค์ทรงจัดตั้งวงปี่พาทย์ในพระองค์ขึ้น มีการบรรเลงอวดฝีมือ  และสืบเสาะหานักดนตรีมีฝีมือเข้ามาร่วมวง      เมื่อได้นักดนตรีที่มีความสามารถแล้ว  ก็ให้การสนับสนุนเพื่อผลิตผลงาน  และมีการพัฒนาฝีมือทางดนตรีกันอย่างเต็มที่

                         ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  นั้นพบว่า การอุปถัมภ์ที่ได้กล่าวถึงนี้ปรากฏอยู่ตามวังของพระบรมวงศานุวงศ์เป็นหลัก    เช่น  วังหน้าในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีครูคนสำคัญประจำวงคือ  พระประดิษฐ์ไพเราะ ( มี  ดุริยางกูร หรือ ครูมีแขก ) ครูเพ็ง ดุริยางกูร  ศิษย์ที่มีชื่อเสียงจากวังหน้านี้อาทิเช่น ครูสิน ศิลปบรรเลง   ครูต้ม พาทยกุล     ครูแดง พาทยกุล  ครูทองดี ชูสัตย์  ครูถึก ดุริยางกูร เป็นต้น

                          วงวังหลวงสมัยรัชกาลที่ 5  ในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร        มีครูคนสำคัญคือ ครูช้อย สุนทรวาทิน ครูแปลก ( พระยาประสานดุริยศัพท์ )  ครูหม่อมผิว มานิตยกุล  ศิษย์คนสำคัญของวังนี้เช่น  เจ้าเทพกัญญา  บูรณพิมพ์  เจ้าบัวชุม ณ เชียงใหม่

                           วงวังหลวงและสวนดุสิต ในพระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์  มีครูคนสำคัญของวังนี้เช่น  พระประดิษฐ์ไพเราะ ( ตาด )  หลวงเสนาะดุริยางค์  ( แช่ม ) ครูเฒ่าแก่จีบ

 

 

7

 

ครูหม่อมส้มจีน บุนนาค  ศิษย์จากวังนี้เช่น  เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ ลดาวัลย์   คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิ์เศรณี ( นักร้อง )  ครูท้วม ประสิทธิกุล  เป็นต้น

                             วังบ้านหม้อ ในเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์  มี พระประดิษฐ์ไพเราะ ( ตาด ) เป็นครูควบคุมวง  ศิษย์คนสำคัญของวังนี้ได้แก่ หลวงบำรุงจิตเจริญ ( ธูป ศาสตรวิลัย )

                              วงกรมมหรสพ ม.ร.ว. หลาน กุญชร  ครูประจำวงนี้เช่น  หลวงเสนาะดุริยางค์ ( ทองดี )  ครูเหลือ  หม่อมเข็ม  ครูสิน สินธุนาคร  ส่วนศิษย์ของวงนี้อาทิเช่น  หม่อมเจริญ  พาทยโกศล  หม่อมมาลัย กุญชรฯ  หม่อมคร้าม กุญชรฯ  ขุนสมานเสียงประจักร ( เถา สินธุนาคร )  ครู เฮ้า  สินธุนาคร  ครูศุข ดุริยประณีต  ครูแป้น วัชโรบล  เป็นต้น

                             วงวังบูรพาภิรมย์    ในสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช  ครูคนสำคัญประจำวังนี้คือ  พระยาประสานดุริยศัพท์  ( แปลก ประสานศัพท์ )   หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง )   ศิษย์ของวังนี้เช่น  ครูเพชร จรรย์นาฎ  ครูเผือก   นักระนาด  ครูลาภ ณ บรรเลง   ครูจางวางผาด  ครูสงัด ยมคุปต  ครูร้อยเอกโองการ กลีบชื่น  เป็นต้น

                             วงกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์   มีครูสิน  สินธุนาคร    และครูเฮ้า สินธุนาครเป็นครูประจำวง

                              วงวังท่าเตียน  ในกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม   มีครูแปลก หรือ พระยาประสานดุริยศัพท์   กับครูปั้น  บัวทั่ง  เป็นครูประจำวง

                                วงวังสวนกุหลาบ  ในเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา       มีครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง ) ศิษย์คนสำคัญคือ ครูท้&